เมื่อได้ฝึกฝนทักษะการเขียนกระหนกแม่ลายทั้ง  ๔  อันดับ อันได้แก่  กระหนกสามตัว  กระหนกเปลว  กระหนกใบเทศ  และกระหนกหางโต  จนคล่องมือดีแล้วก็คงจะเข้าใจในโครงสร้างของตัวกระหนกที่เป็นต้นแบบของกระหนกชนิดอื่น ๆ คือ  กระหนกสามตัว 

ส่วนสำคัญในการเขียนอยู่ที่การแบ่งตัวลายและเขียนยอดลาย  ถ้าแบ่งตัวลายและเขียนยอดลายได้จังหวะสัดส่วนดี  สะบัดยอดพริ้วดี  ลายกระหนกนั้นก็ดูงาม  การเขียนขมวดหัวลายก็เช่นเดียวกัน  ต้องขมวดหัวให้กลมคล้ายก้นหอย  จึงจะดูงดงามครบครัน



ทีนี้เราก็จะมาแบ่งตัวลายกระหนกสามตัวให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น  เริ่มต้นจากการร่างรูปทรงกระหนกในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากด้านไม่เท่า  แล้วแบ่งตัวลายออกเป็น ๓ ส่วน คือ ตัวเหงา กาบ (ตัวประกบ) และตัวยอด 

จากนั้นจึงตรวจสอบโครงร่างให้มีความถูกต้อง  มีสัดส่วนที่เหมาะสมแล้วจึงแบ่งตัวลายแต่ละส่วนโดยการร่างเบา ๆ ไว้ก่อน  กำหนดจังหวะของการบาก  ส่วนของยอดลายและการสอดไส้ในตัวกระหนก


ขั้นตอนต่อไปจึงร่างรายละเอียดโดยไล่ทำไปแต่ละส่วน (ร่างเบา ๆ แต่เพียงเห็นเท่านั้น) จนครบถ้วนทั้งตัวกระหนก  แล้วทำการตรวจสอบเส้นร่างการแบ่งตัว  จังหวะของการบากและเขียนยอดลาย  ช่องไฟและการสอดไส้ กับช่องไฟพื้น
  

เมื่อดูแล้วเห็นว่าไม่ขัดตาก็คัดน้ำหนักของเส้นนอก เส้นในโดยไม่ต้องลบเส้นร่างทิ้ง  เพราะว่าเส้นร่างที่เราปล่อยไว้จะช่วยให้งานดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น  แล้วจึงตรวจสอบเพื่อเก็บงานอีกครั้งหนึ่ง


หลังจากที่ได้ฝึกฝนการใช้ดินสอเขียนลายเส้นมาพอสมควรแล้ว  ก็จะเป็นการฝึกทักษะการลงสีและตัดเส้น  โดยให้เลือกใช้ประเภทของสีที่เหมาะสมของการเขียน  ได้แก่  สีน้ำ  สีโปสเตอร์  สีอะคริลิก  และสีฝุ่นก็ได้

แบบที่ผู้เขียนนำมาเป็นตัวอย่างนั้นใช้สีฝุ่น  เพราะเป็นสีที่ใช้ในงานจิตรกรรมของไทยมาแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว  ส่วนลักษณะของสีนั้นจะใช้ในวรรณะของสีอุ่น หรือ สีเย็นก็แล้วแต่ชอบ  มีข้อแม้อยู่ว่าห้ามใช้สีที่สด ฉูดฉาด  เนื่องจากเป็นการฝึกทักษะการใช้สี

เมื่อได้สีที่ต้องการแล้ว  ก็นำมาผสมกับน้ำให้มากหน่อย  จะได้เป็นน้ำสีนำมาระบายในส่วนต่าง ๆ ของลายที่ดูลึกกว่าส่วนอื่น ๆ (โดยศึกษาจากลายปูนปั้น  งานแกะสลัก  หรืองานจำหลักไม้ เป็นต้น) ให้ครบถ้วนทั้งตัวลาย

จากนั้นจึงใช้เนื้อสี (ผสมน้ำไม่ต้องมากพอให้เขียนลื่นๆ  ก่อนที่จะเขียนลงบนชิ้นงานให้ทดสอบลงบนกระดาษรองมือก่อน)  ไล่ตัดเส้นจนหมดแล้วจึงตรวจสอบเก็บรายละเอียดของงาน




เป็นวิธีการลงสี ตัดเส้น ของงานจิตรกรรมไทยและลายรดน้ำ (พื้นดำตัวลายเป็นทองคำเปลว) โดยมีกระบวนการทำงาน ดังนี้

๑. ถมสีพื้นโดยใช้สีเช้มและเป็นสีที่ลดค่าความจัดของสีลง  ในเบื้องต้นของการฝึกฝน  ควรใช้สีแบบเอกรงค์  โดยเว้นส่วนต่าง ๆ ของตัวลายและพยายามรักษาโครงสร้างของตัวลาย เช่น บากและยอดลาย (ช่างไทยโบราณเรียกว่า เลี้ยงยอด)

๒. ลงสีตัวลายทั้งหมดโดยใช้สีที่อ่อนกว่าสีพื้น  จากนั้นจึงไล่โฉบน้ำหนักโดยใช้วิธีเดียวกันกับที่กล่าวมาในเบื้องต้น

๓. ทำการตัดเส้นโดยใช้สีพื้นเป็นสีที่นำมาตัด จนครบถ้วนทั้งตัวลาย

๔. ใช้สีดำตัดคัดเส้นรอบนอกของลายกระหนกให้เห็นเด่นชัดขึ้น  หากสังเกตที่ตัวยอดจะเห็นว่ามีการแบ่งตัวกระหนกคล้ายกับการแบ่งกระหนกสามตัว  เพียงแต่กลับข้างกันเท่านั้น  หากเราได้นับจำนวนของการแบ่งแล้ว  จะได้มากกว่า  ๓ ตัว เป็น ๕ ตัว  จะเรียกว่ากระหนก ๕ ตัวก็ได้  แต่ไม่ใคร่นิยมเพราะอยู่ในโครงสร้างของกระหนกสามตัว

ผมมีความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากใช้เป็นแหล่งศึกษาภาพจิตรกรรมไทยให้กับนักศึกษาวิชาเอกศิลปะไทย วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรีที่ผมสอน ตามทัศนะของผมเองแล้วนับว่าดีที่สุดของภาพจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดนี้

ด้วยรูปแบบการจัดวางองค์ประกอบและฝีไม้ลายมือระดับช่างหลวง จึงมีความประณีตงดงามในทุก ๆ ส่วน  เหมาะสมที่จะให้นักศึกษาได้เริ่มต้นรับประสบการณ์ตรง โดยการเขียนคัดลอกเพื่อการศึกษา วิเคราะห์  สังเคราะห์แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยแบบประเพณี ในแนวทางของตนเอง



อุโบสถหลังเก่า วัดหน่อพุทธางกูร
 
วัดหน่อพุทธางกูร ตั้งอยู่ในเขต ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี  โดยอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี ประวัติความเป็นมาของวัดนี้ สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด ชาวบ้านเล่าลือสืบต่อกันมาว่า ชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ เมื่อคราวกบฎเจ้าอนุวงศ์ พ.ศ. ๒๓๖๙  ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ 

และได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นในบริเวณที่มีฐานอุโบสถเก่าอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่สามารถสืบหาอายุได้ว่าสำนักสงฆ์นี้สร้างขึ้นเมื่อใด ต่อมาขุนพระพิมุขข้าหลวงในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มาสร้างวัดขึ้น ให้ชื่อว่า "วัดมะขามหน่อ"  จนกระทั่งในสมัยพระครูสุวรรณวรคุณ (คำ  จฺนทโชโต) เป็นเจ้าอาวาสจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดนี้เป็น "วัดหน่อพุทธางกูร"

พระอุโบสถเก่าของวัดที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย  เนื่องจากลักษณะของฐานที่แอ่นโค้งแบบท้องสำเภา  อันเป็นรูปแบบที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย  จิตรกรรมของวัดนี้อยู่ภายในและภายนอกอุโบสถ ผู้เขียนคือ นายคำ ช่างหลวงที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์เมื่อคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์



จิตรกรรมประดับตกแต่งซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าของอุโบสถ
 
นายคำ มีพี่น้องอยู่ด้วยกัน ๓ คน  แต่พลัดพรากจากกันเมื่อตอนเดินทางเข้ามาอยู่เมืองไทย ตัวนายคำได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ในฐานะที่เคยเป็นช่างเขียนมาก่อนเมื่อมาอยู่ในกรุงเทพฯ นายคำจึงถูกเกณฑ์ให้มาเขียนภาพที่วัดสุทัศน์ 

หลังจากเขียนภาพที่วัดสุทัศน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว นายคำพยายามออกตามหาพี่น้องของตนที่มาจากเวียงจันทน์ด้วยกัน และสืบทราบได้ว่าพี่น้องของตนมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงติดตามมาหาพบอยู่ที่ตำบลพิหารแดง 

พอดีขณะนั้นชาวบ้านวัดมะขามหน่อได้ก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จ จะเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง  นายคำจึงรับอาสาจะเขียนให้ และได้ให้นายเทศ ซึ่งเป็นลูกเขยที่กรุงเทพฯ มาช่วยเขียนภาพด้วยอีกคนหนึ่ง เมื่อเขียนภาพที่วัดหน่อพุทธางกูรเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายคำยังได้ไปเขียนภาพที่อุโบสถวัดประตูสาร ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย



จิตรกรรมที่ผนังด้านนอกน่าจะเขียนไม่เสร็จ เพราะปรากฏภาพร่างลายเส้นสีดำ
 
จิตรกรรมฝาผนังของวัดหน่อพุทธางกูร เขียนอยู่ที่อุโบสถของวัด โดยพบการเขียนภาพทั้งภายในและภายนอก ผนังภายในอาคารทั้งสี่ด้านเขียนภาพจิตรกรรมเต็มทั้งพื้นที่ รวมถึงบานหน้าต่างด้านในที่เขียนภาพทวารบาล ส่วนจิตรกรรมทางด้านนอกของอุโบสถ พบเฉพาะบริเวณผนังหุ้มกลองด้านนอก (ทิศเหนือ) และผนังเสาของมุขพาไลบางส่วน

ผนังภายในอุโบสถทั้ง ๔ ด้าน เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติ ทศชาติชาดก  พระเจดีย์จุฬามณี และเทพชุมนุม  โดยใช้แถบลายประจำยามแบ่งตามแนวระนาบ แยกเรื่องเทพชุมนุมทีอยู่ส่วนบนของผนังกับทศชาติชาดกทางด้านล่าง 

นอกจากนี้ ยังใช้ช่องประตูหน้าต่างเป็นตัวแบ่งเรื่องทศชาติชาดกในแต่ละชาติ โดยมีทิวทัศน์ เช่น ภูเขา แม่น้ำ แบ่งแยกตัวเรื่อง ที่อยู่ในผนังเดียวกัน การแบ่งภาพในแนวระนาบดังกล่าวนี้ ทำให้แบ่งภาพบนผนังอุโบสถออกเป็น ๒ ส่วน คือ

 

ส่วนบน (ระดับเหนือกรอบประตูหน้าต่าง) แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น  ชั้นบนสุดเป็นภาพคนธรรพ์ วิทยาธร  และสามชั้นถัดมาเป็นภาพเทพชุมนุม  ซึ่งอยู่ในลักษณะเหาะพนมมือ  ถือดอกไม้ เอียงพระพักตร์ไปหาพระประธาน

 

ส่วนล่าง  บริเวณพื้นผนังระหว่างช่องประตูหน้าต่างที่เรียกว่า "พื้นผนัง" เขียนภาพเล่าเรื่องทศชาติชาดก  เริ่มต้นจากผนังด้านซ้ายของพระประธาน  ต่อเนื่องมายังผนังหุ้มกลองด้านหน้า  และสิ้นสุดที่ผนังด้านขวาของพระประธาน  ส่วนผนังหุ้มกลองหลังเขียนเรื่องพุทธประวัติ

 

ผนังด้านซ้าย ห้องที่ ๒
 
ผนังด้านซ้ายและด้านขวาของพระประธาน  มีรูปแบบการเขียนเหมือนกัน  แต่ละผนังแบ่งออกเป็น ๔ ห้องภาพ  ในระดับเดียวกับช่องหน้าต่าง  การเขียนภาพทศชาติเริ่มจากผนังด้านซ้ายของพระประธาน  ดังนี้

ห้องที่ ๑  เขียนเป็นภาพสัตว์หิมพานต์และนางอัปสรต่าง ๆ

ห้องที่ ๒ เป็นจุดเริ่มต้นจิตรกรรมเล่าเรื่องทศชาติชาดก  โดยเริ่มจากเรื่องเตมีย์ชาดก  มหาชนกชาดก  และสุวรรณสาม อยู่บนห้องภาพเดียวกัน  โดยเน้นเขียนเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ ๒-๓ ตอน



มหาชนกชาดก ตอน นางมณีเมขลามาช่วยพระมหาชนกจากเรืออับปาง



ผนังด้านซ้าย  ห้องที่ ๓

ห้องที่ ๓ เป็นทศชาติที่เขียนต่อเนื่องมาจากช่องภาพที่ ๒ เริ่มด้วยเรื่องเนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก และจันทกุมารชาดก

ห้องที่ ๔ เขียนเรื่องพรหมนารทชาดก  เขียนต่อเนื่องไปยังผนังหุ้มกลองด้านหน้าด้วย



ผนังหุ้มกลองด้านหน้าตอนบน เขียนเป็นภาพพระอินทร์ประทับอยู่ในปราสาทล้อมรอบด้วยเทวดา ที่มุ่งหน้าไปบูชาพระประธานและพระเจดีย์จุฬามณี



ตอนล่าง ภาพระหว่างช่องกรอบประตู แบ่งออกเป็น ๔ ห้อง คือ ห้องแรกที่ติดกับผนังซ้าย  เขียนเรื่องพรหมนารทชาดก ที่ต่อเนื่องมาจากผนังด้านทิศเหนือ วิธูรบัณฑิต และเวสสันดรชาดก



ภาพถัดไปในอีก ๓ ห้องของผนังนี้เป็นภาพในชาดกเรื่องพระเวสสันดร  โดยเริ่มตั้งแต่ตอนนางผุสดีขอพร ๑๐  ประการจากพระอินทร์ ก่อนไปจุติยังโลกมนุษย์



ผนังด้านขวา ห้องที่ ๕

ผนังด้านขวาของพระประธาน ผนังด้านนี้ (ห้องที่ ๕-๘) เขียนเรื่องเวสสันดรชาดกเต็มทั้งผนัง  โดยมีเรื่องราวที่ต่อมาจากผนังหุ้มกลองหน้า สิ่งที่น่าสังเกตคือ ช่างเขียนที่วัดนี้ให้ความสำคัญกับชาดกเรื่องเวสสันดรอย่างมาก ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าชาดกดังกล่าวถือเป็น "มหาชาติ" อันได้แก่  พระชาติที่มีความสำคัญที่สุดของพระพุทธองค์



ผนังหุ้มกลองด้านหลัง ถ่ายไว้ก่อนซ่อมแซม



ซ่อมแซมแล้ว (ถ่ายเมื่อ ๓๑ ก.ค.๕๐) 

ผนังหุ้มกลองด้านหลังพระประธาน ด้านบนเป็นภาพเจดีย์จุฬามณี มีหมู่เทพยดา นางฟ้า บริวารทั้งหลายมาเฝ้าบูชา ด้านล่างเป็นเรื่องในพุทธประวัติ



ภาพวิถีชีวิตของคนจีน 

จิตรกรรมฝาผนังที่วัดหน่อพุทธางกูร นอกจากจะเขียนอธิบายเรื่องราวในพุทธศาสนาแล้ว ยังได้สะท้อนภาพขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมคค่านิยมและลักษณะวิถีชีวิตคนในสมัยนั้นอีกด้วย เช่น ลักษณะของอาคารผู้คนจะมีลักษณะของความเป็นจีนเข้ามาปะปนอยู่ เนื่องจากเป็นประเพณีนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓

   

นอกจากนี้จิตรกรรมที่วัดหน่อพุทธางกูรยังสะท้อนให้เห้นถึงค่านิยมความรู้สึกของผู้เขียนภาพที่เป็นชาวลาวอีกด้วย เช่น เครื่องดนตรีที่นักดนตรีถือในตอนภูริทัตตชาดก จะประกอบไปด้วยแคนและพิณหรือซึง  ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยมของคนลาว

และลักษณะการเขียนภาพจิตรกรรมที่ฝาผนังด้านนอกอุโบสถ มักไม่ค่อยพบในการเขียนจิตรกรรมที่อุโบสถโดยทั่วไป แต่จะไปพบทางภาคอีสานที่นิยมเขียนภาพจิตรกรรมไว้ที่ผนังด้านนอกของสิม (อุโบสถขนาดเล็ก) จะเห็นได้ว่าแม้ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหน่อพุทธางกูรนี้ จะมีความหลากหลายในแง่ของรูปแบบศิลปะ แต่ช่างเขียนก็สามารถทำให้ศิลปะต่าง ๆ ทั้ง ไทย จีน และลาวผสมผสานกันได้กลมกลืนอย่างลงตัว



พื้นของอุโบสถ ช่างได้รังสรรค์พื้นปูนธรรมดาให้ดูคล้ายหินอ่อน ผมคิดว่าน่าจะใช้วิธีการหยดสลัดสี ขณะที่ปูนยังเปียกอยู่ 

จากการที่ผมได้สัมผัสกับอุโบสถแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นการซ่อมแซมมาแล้วสองครั้ง ล่าสุดก็เมื่อต้นปี ๒๕๕๐ ซึ่งก็เป็นไปตามวิธีการสงวนรักษาจิตรกรรมฝาผนังของกรมศิลปากร  บางส่วนก็เสื่อมสภาพไปตามเวลายากที่จะประคองไว้ได้ มีสิ่งหนึ่งที่แก้ไขแล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก คือภาพนี้ครับ...



ส่วนของแผ่นสังกะสีที่กันน้ำฝนจากหลังคาไม่ให้ไหลลงมาถูกฝาผนัง  ที่เห็นเป็นรอยแหว่งนั่นแหละครับ  ฝีมือเจ้าค้างคาวที่เข้าไปนอนแล้วฉี่รด  ความเป็นกรดทำให้กัดสังกะสีโหว่เป็นช่องเบ่อเริ่มเลย...

งานลายกำมะลอ หรือบางทีก็เรียก งานเขียนสีกำมะลอ จัดเป็นงานประณีตศิลป์ของไทยเราประเภทหนึ่ง และเป็นงานเขียนวาดเส้นและระบายทำเป็นลวดลายหรือรูปภาพด้วยวิธีการอย่างโบราณ คำว่า กำมะลอ นั้นมีความหมายหมายถึงของไม่จริง สิ่งไม่แท้

และสีกำมะลอ มีความหมายในทางช่างว่า เป็นงานเขียนสีผสมน้ำรัก ซึ่งทำเทียม  งานเขียนระบายสีน้ำกาว  แต่มิใช่เป็นงานเขียนระบายสีน้ำกาวตามขนบนิยมซึ่งมีมาแต่ก่อน  จึงถูกเรียกว่า งานเขียนสีกำมะลอ  แม้ว่างานลายกำมะลอจะมีลักษณะเป็นงานเขียนภาพหรือจิตรกรรม  แต่เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องการใช้รัก จึงจัดกลุ่มให้อยู่ในงานเครื่องรักด้วย



ภาพเขียน ลายกำมะลอ เป็นแต่เพียงภาพที่เขียนระบายสีหม่นๆ  แลดูกลมกลืนกันเพียงสองหรือสามสีเท่านั้น  และน้ำยานั้นช่างเขาใช้รักเจือลงกับสีเขียนระบายต่างวิธีกันออกไป ฉะนั้น ภาพจิตรกรรมประเภทลายกำมะลอก็คือ รูปภาพซึ่งผูกเขียนล้อแบบภาพจิตรกรรมพหุรงค์

ลักษณะของจิตรกรรมประเภทลายกำมะลอนี้ โดยมากจะผูกเขียนเป็นรูปภาพเป็นเรื่องต่างๆ  เขียนระบายด้วยสีดินแดง สีขาวหม่น สีมอคราม สีเขียวมีอยู่บ้างแต่ก็น้อย  รูปภาพแต่ละตอนตัดเส้นรักโรยฝุ่นทอง หรือบางทีปิดทองคำเปลวเป็นเส้นล้อมรูปภาพ

ภาพจิตรกรรมประเภทนี้จะแลเห็นสีส่วนรวมเป็นสีหม่นกลมกลืนไปกับพื้นภาพซึ่งเป็นสีดำ  ส่วนที่เห็นเด่นชัดนั้นอยู่ตรงเส้นรูปนอกของรูปภาพซึ่งเป็นสีทอง งานประเภทลายกำมะลอนี้  นิยมนำไปเขียนตกแต่งฝาตู้เก็บหนังสือ หีบใส่หนังสือ ฉากพับ ลับแล ฝากล่อง เป็นต้น


 
ตู้พระธรรมลายกำมะลอ ๑


 
ตู้พระธรรมลายกำมะลอ ๒

 

ลายกำมะลอประดับฉากกั้นห้อง ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๑



ลายกำมะลอประดับฉากกั้นห้อง  ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๒ 

ความเป็นมาของลายกำมะลอ

งานเขียนลายกำมะลอนี้ จะปรากฏเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อไรไม่เป็นที่แน่ชัด  แต่อาจจะมีการทำกันมาบ้างแล้วในสมัยอยุธยา แต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามลายกำมะลอนั้นได้รับความนิยมมากในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในราวระหว่างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

ด้วยเป็นเวลาที่แบบแผนการประดับตกแต่งอย่างจีนกำลังได้รับความนิยม  รายละเอียดเกี่ยวกับลายกำมะลอนี้  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ได้ทรงมีบันทึกไว้ว่า

"ที่นี้จะสันนิษฐานตำนานลายกำมะลอ ทีแรกมีช่างจีนเข้ามาจากเมืองจีน มาเขียนของจีนในเมืองไทย ไทยบางคนเห็นว่างามกว่าลายรดน้ำ เพราะมีสีต่างๆ ออกไปได้ จึ่งเอาของไทยที่เคยเขียนลายรดน้ำไปให้เขียนลายกำมะลอ 

เพราะฉะนั้นลายกำมะลอชั้นแรกคงเป็นฝีมือจีนนอก ต่อมาทีหลังก็จำเป็นอยู่เองที่ครูจีน นอกจากจะต้องถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกจีนในนี้ทำเพื่อช่วยแรงตัว เหตุฉะนั้นวิชาเขียนลายกำมะลอก็มีขึ้นในพวกลูกจีนอีกด้วย  พวกลูกจีนที่เกิดเมืองจีนย่อมมีตาติดรูปภาพและลวดลายไทยอยู่  ครั้นรับจ้างเขียนของไทย ก็ทำเรื่องและท่วงทีล้อไทยเพื่อให้ไทยชอบ แต่จะเหมือนฝีมือไทยที่เดียวนั้นหามิได้ เพราะมิได้หัดอย่างไทย

ถัดนั้นลงมาอีกรุ่นหนึ่ง พวกช่างไทยอยากทำบ้าง แต่เป็นการยากที่ผสมสีด้วยรัก เพราะรักนั้นดำทำให้สีมัวเสียไปเสมอ ช่างจีนมีวิธีผสมใส่อะไรบ้างปิดหนักหนา ช่างไทยขโมยสืบมาได้บ้างบางอย่างประกอบกับเดาลองผสม ก็ได้บ้างแต่ไม่ดี 

ฝีมือช่างไทยเขียนลายกำมะลอดูท่วงทีเป็นไทยแท้ เมื่อเป็นดั่งนี้ จะต้องจัดลายกำมะลอเป็นสามรุ่น รุ่นที่ ๑ ฝีมือจีนนอก รุ่นที่ ๒ ฝีมือลูกจีน รุ่นที่ ๓ ฝีมือไทย ทางสันนิษฐานดังนี้"


 
สีฝุ่นไทยแบบโบราณ
 

การเขียนภาพลายกำมะลอ

การเขียนภาพลายกำมะลอ  จะต้องเตรียมวัสดุ  อุปกรณ์  เครื่องมือเครื่องใช้  และปฏิบัติการเขียนระบายภาพเป็นไปตามลำดับ ดังนี้

๑. วัสดุ

ก. สี  สีที่ใช้เขียนระบายภาพกำมะลอ ใช้สีฝุ่น ซึ่งเป็นสีดินเพียงสองหรือสามสี เช่น สีดินแดง สีดินขาว สีดินเขียว สีคราม  มีใช้อยู่บ้างเป็นจำพวกสีครามหม้อ

ข. ฝุ่นทอง  ลักษณะเป็นผงละเอียดสีทอง  ทำมาแต่เมืองจีน  แต่เมื่อใช้ไปนานๆ จะออกสีเป็นสีแดงคล้ำ  คุณภาพสู้ทองคำเปลวไม่ได้

ค. ทองคำเปลว  เป็นทองคำเปลวชนิดหน้าเต็ม และที่มีคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์

ง. รัก  ใช้ทั้งรักน้ำเกลี้ยงและรักน้ำใส  ควรเลือกรักบริสุทธิ์  ไม่มีน้ำหรือน้ำมันยางเจือปนอยู่มาก 

จ. สมุก  ใช้สมุกใบหญ้าคา หรือใบตองแห้งเผาไฟ  บดเป็นผงละเอียด  ผสมกับรักน้ำเกลี้ยงทารองทำพื้นภาพ

ฉ. ดินสอพอง  ดินสอพองเผาไฟ ใช้ห่อทำเป็นลูกประคบ  เพื่อตบแบบโรยบนพื้นที่จะเขียนระบายภาพ

ช. ยางมะเดื่อชุมพร  เป็นน้ำยางสับจากเปลือกต้นมะเดื่อชุมพร  มีคุณสมบัติเหนียว  ใช้ทาหรือลากเส้นเพื่อปิดทองคำเปลวทับ

ซ. น้ำมันการบูร  ใช้ผสมรักเพื่อเร่งให้รักแห้ง

ฌ. น้ำมันก๊าด  ใช้ล้างพู่กันภายหลังเขียนยางมะเดื่อชุมพร

๒.  อุปกรณ์

ก. กระดาษ  ใช้เขียนร่างรูปภาพและทำแบบปรุ  เพื่อโรยถ่ายแบบลงบนพื้นภาพ

ข. ลูกประคบ  ใช้ผ้าขาวบางห่อผงดินสอพอง  รวบริมทั้งสี่มุม จับรวมกัน ผูกคอรัดเป็นลูกกลมๆ ใช้โรยหรือตบแบบปรุ เพื่อถ่ายแบบ

ค. ผ้าขาวบาง  ใช้หุ้มปลายแร่งเพื่อโรยผงทอง


 
ลายกำมะลอประดับฉากกั้นห้อง  ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๓
 

การเขียนระบายสี

งานเขียนสีกำมะลอ ก็มีลักษณะคล้ายกันกับงานระบายรูปภาพพาหุรงค์ ต่างกันแต่ว่าใช้สีต่างๆ น้อยสีกว่า  และน้ำยาที่ใช้ผสมสีเขียนลายกำมะลอจะใช้ยางรักแทนน้ำกาว  โดยทั่วไปแล้วงานเขียนลายกำมะลอมักไม่นิยมระบายสีให้มีความกลมกลืน หรือให้เป็นแสงเป็นเงาในรูปแบบ หากต้องการประสานสีระหว่างสีสองสี ก็มักจะระบายสีเข้มลงไว้ก่อน แล้วจึงระบายสีอ่อนเกลี่ยให้ประสานกัน

การเขียนลงเส้นทองเป็นรายละเอียดในรูปภาพหรือลวดลายให้เป็นรูปลักษณ์  ที่มีความชัดเจนและสวยงามเพิ่มเติมขึ้น อาจทำได้สองวิธี คือ การเขียนลงเส้นโรยฝุ่นทองวิธีหนึ่ง  กับเขียนลงเส้นปิดทองคำเปลวอีกวิธีหนึ่ง

อย่างไรก็ตามงานลายกำมะลอนี้ อาจมีในบางที่ที่เขียนประกอบกับงานปิดทองรดน้ำด้วยกันก็มี เรียกกันว่า ลายรดน้ำกำมะลอ ซึ่งมักจะเขียนบนฝาตู้ เขียนบนฉากไม้กั้นห้องอย่างฝาประจัน เป็นต้น


 
ผลงานของผู้เขียนเองครับ...
 

ภาพสุดท้ายนี้เป็นงานจิตรกรรมรักสีเวียตนาม  ซึ่งผมได้เข้าร่วม Work shop กับอาจารย์ DO KY HUY ชาวเวียตนามจาก The College of Arts Hue University เมื่อกลางปีที่แล้ว มีวิธีการที่คล้ายคลึงกับงานเขียนสีกำมะลอ คือ การใช้รักน้ำเกลี้ยงและรักน้ำใส ผสมกับสีฝุ่นระบายลงบนพื้นรักที่เตรียมไว้

จะต่างกันตรงที่ของไทยเราเมื่อระบายหมดแล้วทิ้งไว้ให้แห้งก็เสร็จ แต่ของเขาต้องทิ้งไว้ให้แห้งก่อน แล้วจึงทารักเคลือบผิวหน้านำเข้าตู้บ่มรักไว้ประมาณ ๒ อาทิตย์

จึงตรวจสอบดูว่าแห้งสนิทดีก็นำมาขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ เรียงเบอร์จากหยาบไปหาละเอียด จนได้ลักษณะของสี น้ำหนักความประณีตของชิ้นงานตามที่ต้องการจึงแล้วเสร็จสมบูรณ์

ความแตกต่างของงานศิลปกรรมที่ประกอบด้วยรัก ของบรรดาช่างรักในภูมิภาคเอเชียนี้  จึงอยู่ที่คุณภาพของยางรักเป็นสำคัญขอรับ...กระผม

รักหนอรักไม่จริง...

************************

ข้อมูลอ้างอิง : โครงการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย. มรดกช่างศิลป์ไทย. กรุงเทพ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๔๒. หน้า ๒๖๙ - ๒๗๖.